วิธีทำดอทคอม (Witeetum.com)

สาระพัดวิธีที่คุณอาจไม่เคยรู้ และยังรอการพิสูจน์ (ซตพ.)

ใกล้เข้ามาทุกทีแล้วนะครับ กับการมาของ iPhone 4 สีขาว ที่คาดว่าคงจะจำหน่ายในเร็วๆ นี้อย่างแน่นอน ซึ่งผมไม่แน่ใจว่า ยังจะมีใครรอ iPhone 4 สีขาวกันอยู่หรือเปล่า เนื่องจาก iPhone 4 ได้เปิดตัวในไทยมานานแล้ว และคาดว่าส่วนใหญ่คงจะหาซื้อกันไปเรียบร้อยแล้วแน่นอน อย่างไรก็ตาม ยิ่งข่าวของ iPhone 4 สีขาว โหมกระหน่ำอยู่แบบนี้ คาดว่า iPhone 4 สีขาว เครื่องปลอม จะต้องหลุดมาในตลาดอย่างแน่นอน ซึ่งใครที่ไม่รู้ หรือไม่ได้ติดตามข่าว ก็คงหาซื้อกันไป เพราะคิดว่า iPhone 4 สีขาวมีจำหน่ายแล้ว วันนี้ ผมมีเทคนิคการดู iPhone 4 สีขาวว่า เป็นของจริงหรือของปลอม มาให้ได้สังเกตกัน ขออ้างอิงจากโพสในกระทู้ IT168 ของประเทศจีนนะครับ พอได้อ่านแล้ว เรียกได้ว่า มีประโยชน์มากๆ เลย

ผู้เขียนได้ระบุว่า เมื่อเชื่อมต่อ iPhone 4 สีขาว กับคอมพิวเตอร์ ถ้าหากเป็นเครื่องจริง จะมีไอคอนปรากฎเป็นสีขาว ในขณะที่เครื่องปลอมจะเป็นสีดำครับ แต่ถ้าหากใครไม่สามารถเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ได้ในตอนนั้น (น่าจะหมายถึง เวลาซื้อ) ให้สังเกตที่ ช่องเสียบหูฟัง กับ Data Port เค้าได้บอกว่า ถ้าหากภายในพอร์ตต่างๆ เหล่านี้ เป็นสีดำ แสดงว่า เป็น iPhone 4 สีขาวที่ถูกดัดแปลงและเปลี่ยนเคสครับ เพราะ iPhone 4 สีขาวของจริง ด้านในจะเป็นสีขาว ลองดูตามรูปนะครับ ช่อง Data Port (รูปล่าง) นั้น เห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจนเลยทีเดียว เครื่องด้านบน คือ เครื่องจริง ส่วนเครื่องด้านล่าง เป็น iPhone 4 สีขาว ของปลอมครับ ส่วนช่องเสียบหูฟัง ผมอ่านมาจากภาษาอังกฤษ เค้าเขียนไว้ว่า ถ้าของจริงภายในจะเป็นสีขาวเช่นเดียวกัน แต่พอดูในรูป กลับเป็นสีดำทั้งคู่ เผอิญมีคนแย้งมาว่า ในรูปภาษาจีนนั้น เขียนว่า สำหรับช่องเสียบหูฟังไม่ว่ารุ่นไหนๆ ก็จะเป็นสีดำ ซึ่งผมก็อ่านภาษาจีนไม่ออก เลยไม่ทราบว่า ในรูปนั้นเขียนว่าอะไรครับ 

ส่วนอีกจุดที่เอาไว้สังเกต ไม่รู้ว่าจะยังมีใครจำได้หรือเปล่า เกี่ยวกับเรื่องที่ต้องเลื่อนการจำหน่าย iPhone 4 สีขาวออกไปเมื่อปีที่แล้ว นั่นคือ ปัญหาของแสงที่รั่วเข้ากล้อง ที่เกิดจาก สีที่ทำตัวเครื่องครับ (Apple เค้าให้เหตุผลแบบนั้น) ทำให้เวลาที่เราถ่ายรูป หรือถ่ายวิดีโอ มีแสงรั่วเข้ากล้อง ซึ่งไม่เป็นไปตามที่ Apple ต้องการ จึงต้องเลื่อนการจำหน่าย iPhone 4 สีขาวออกไป นั่นเองครับ นั่นหมายความว่า ถ้าหาก iPhone 4 สีขาว ถูกจำหน่ายแล้วจริง ปัญหาเรื่องแสงรั่วจะต้องหมดไปด้วย ฉะนั้น วิธีตรวจสอบว่า iPhone 4 สีขาว ที่เห็นนั้น เป็นของจริงหรือของปลอม ก็คือ เรื่องแสงรั่วอีกเรื่องหนึ่งครับ

ขอบคุณที่มาของบทความ : www.techmoblog.com

……

การสร้าง Theme ไว้ใช้เอง
มาลองทำ Theme กันครับ
1. เริ่มต้นลง winterboard จาก cydia ก่อนนะครับ


2. เราต้องจัดวาง Folder ของ Theme ที่จะใช้กับ winterboardให้ถูกต้องตามนี้ครับ
2.1  เริ่มต้น สร้าง Folder ขึ้นมาตั้งชื่ออะไรก็ได้ครับ ในที่นี้ผมจะตั้ง xxx.theme


2.2  สร้าง Folder ชื่อ Icons เอาไว้ใน Folder xxx.theme


2.3  เริ่มแรกเราเลือกภาพที่เราต้องการมาทำเป็น Wallpaper โดยต้องมีขนาด 320*480


เสร็จแล้วทำการ save เป็น Wallpaper.png โดยทำการเก็บไว้ใน Folder xxx.theme


2.4 ต่อมาหาภาพที่จะนำมาทำเป็น Dock หรือที่วาง Icon แถวล่าง
โดยมีขนาด 320*91

เสร็จแล้วทำการ save เป็น Dock.png โดยทำการเก็บ
ไว้ใน Folder xxx.theme เช่นกัน

ทีนี้เราก็จะมี Wallpaper กับ Dock แล้ว


2.5 การสร้าง Icon ขนาด Icon ส่วนใหญ่ที่ใช้กันอยู่ที่ 60*60 – 80*80 แล้วแต่ความชอบ
เลือกหรือสร้างรูปเพื่อนำมาใช้เป็น Icon (ในที่นี้ผมจะใช้ขนาด 60*60)


ในการตั้งชื่อไฟล์เราจะนำไปแทน Icon ของโปรแกรมอะไรก็ให้ตั้งชื่อตามนั้น
เช่น โปรแกรมโทรศัพท์ > Phone.png
โปรแกรม iPod > iPod.png
โปรแกรม Text  > Text.png
อธิบายง่ายๆคือดูชื่อจากใต้ Icon ของแต่ละโปรแกรมในเครื่อง iPhone ของเรา


(ในที่นี้ผมจะนำไปแทน Icon โปรแกรม Photos)

เสร็จแล้วให้ saveไฟล์ที่ได้ไว้ที่ Folder Icons ที่อยู่ใน Folder xxx.theme

ทำแบบนี้ทุก Icon ที่เราอยากจะเปลี่ยนนะครับ


2.6 นำ Folder xxx.theme ไปวางที่ /Library/Themes ใน iphone


เสร็จแล้วเข้าไปเลือกในโปรแกรม winterboard ครับ
จัดวาง Iconตามชอบ


3. ต่อไปเราจะมาปรับเปลี่ยน รูป Signal Bars , Wifi Bars , Edge Bar

3.1 ผมจะใช้ Folder คือ xxx.theme เดิมในการสร้างนะครับ เราต้องสร้าง Folder
เพิ่มคือ Folder ชื่อ Bundles เอาไว้ใน Folder  xxx.theme

เสร็จแล้วสร้าง Folderชื่อ com.apple.springboard ไว้ใน Folder Bundles อีกทีครับ


3.2 เรามาเริ่มที่ Signal ก่อน Signal มีทั้งหมด 2 ที่นะครับรูปแบบเดิมที่มากับเครื่อง
ทั้ง สองที่นี้จะแสดงกันคนละสีนะครับคือ ที่แรกอยู่ในหน้าแรกหรือที่เราเรียกกันว่า หน้า Home ที่ที่สองคือในหน้าโปรแกรมต่างๆ


ต่อไปเราสร้างหรือนำไฟล์ภาพที่ต้องการมาใช้โดยจะต้องมีทั้งหมด 12ไฟล์
คือแบ่งเป็นที่ละ 6 ไฟล์ (ในที่นี้ผมขอใช้แบบเดียวกันทั้งสองที่นะครับ)
เริ่มที่  6 ไฟล์แรกที่แสดงในหน้า Home (ไฟล์ทั้ง 6 แสดงถึงสัญญาณที่แตกต่างกัน) ขนาดของไฟล์จะมีขนาด 18*20
เมื่อได้แล้วให้ทำการ save เป็นชื่อตามนี้
FSO_0_Bars.png  >>>>  สัญญาณน้อยสุด
FSO_1_Bars.png
FSO_2_Bars.png
FSO_3_Bars.png
FSO_4_Bars.png
FSO_5_Bars.png  >>>>  สัญญาณเต็ม
6 ไฟล์ต่อมาที่แสดงในหน้า โปรแกรมต่างๆ (ไฟล์ทั้ง 6 แสดงถึงสัญญาณที่แตกต่างกัน) ขนาดของไฟล์จะมีขนาด 18*20
เมื่อได้แล้วให้ทำการ save เป็นชื่อตามนี้
Default_0_Bars.png  >>>>  สัญญาณน้อยสุด
Default_1_Bars.png
Default_2_Bars.png
Default_3_Bars.png
Default_4_Bars.png
Default_5_Bars.png  >>>>  สัญญาณเต็ม

โดย save ทั้งหมดไว้ที่ xxx.theme/Bundles/com.apple.springboard


3.3 รูปต่อไป Wifi มีทั้งหมด 2 ที่เหมือนกันแต่ Wifi จะมีแค่ 8 ไฟล์
คือแบ่งเป็นที่ละ 4 ไฟล์ (ในที่นี้ผมขอใช้แบบเดียวกันทั้งสองที่นะครับ)
เริ่มที่ 4 ไฟล์แรกที่แสดงในหน้า Home (ไฟล์ทั้ง 4 แสดงถึงสัญญาณที่แตกต่างกัน)
ขนาดของไฟล์จะมีขนาด 18*20
เมื่อได้แล้วให้ทำการ save เป็นชื่อตามนี้
(หน้า Home)
FSO_0_AirPort.png  >>>>  สัญญาณน้อยสุด
FSO_1_AirPort.png
FSO_2_AirPort.png
FSO_3_AirPort.png  >>>>  สัญญาณเต็ม
4 ไฟล์ต่อมาที่แสดงในหน้า โปรแกรมต่างๆ (ไฟล์ทั้ง 4 แสดงถึงสัญญาณที่แตกต่างกัน)
ขนาดของไฟล์จะมีขนาด 18*20
เมื่อได้แล้วให้ทำการ save เป็นชื่อตามนี้
(หน้า ด้านใน)
Default_0_AirPort.png  >>>>  สัญญาณน้อยสุด
Default_1_AirPort.png
Default_2_AirPort.png
Default_3_AirPort.png  >>>>  สัญญาณเต็ม

โดย save ทั้งหมดไว้ที่ xxx.theme/Bundles/com.apple.springboard

3.4 รูปต่อไป Edge มีทั้งหมด 2 ที่เหมือนกันแต่ Edge จะมีแค่ 2 ไฟล์
คือแบ่งเป็นที่ละ 1 ไฟล์ (ในที่นี้ผมขอใช้แบบเดียวกันทั้งสองที่นะครับ)
ขนาดของที่ผมนำมาใช้ไฟล์จะมีขนาด 15*17

เมื่อได้แล้วให้ทำการ save เป็นชื่อตามนี้
FSO_EDGE_ON.png  >>>> สำหรับหน้า Home
Default_EDGE_ON.png  >>>> สำหรับหน้าด้านในโปรแกรม


โดย save ทั้งหมดไว้ที่xxx.theme/Bundles/com.apple.springboard


3.5 นำ Folder xxx.theme ไปวางที่ /Library/Themes ใน iphoneเหมือนเดิม


เสร็จแล้วเข้าไปเลือกในโปรแกรม winterboard ครับ


4. ทีนี้เรามาทำ หน้า Lock Screen กัน
4.1 เหมือนเดิมผมจะใช้ Folder คือ xxx.theme เดิมในการสร้างนะครับ

หน้า Lock Screen มีส่วนประกอบ 2 ส่วน คือ ภาพ LockBackgroundกับ Slider Icon
เริ่มจากการเลือกรูปนำมาเป็นภาพ Lock Screen ขนาด 320*480


เสร็จแล้วทำการ save เป็น LockBackground.png


โดยทำการเก็บไว้ใน Folder xxx.theme


4.2 สร้าง Folder ชื่อ com.apple.TelephonyUI ใส่ไว้ใน Folder Bundles ที่เราสร้างมาตอนข้อ 3.1


4.3 Slider Icon มีทั้งหมด 3 ไฟล์ ขนาด 50*50
สร้างหรือเลือกไฟล์ที่จะนำมาใช้


เสร็จแล้ว save ชื่อตามนี้
bottombarknobgray.png   >>>  Slider ตอน unlock
bottombarknobgreen.png  >>>  Slider ตอน รับสาย
bottombarknobred.png   >>>  Slider ตอนปิดเครื่อง


โดยทำการเก็บไว้ใน Folder xxx.theme/Bundles/com.apple.TelephonyUI


(อีกไฟล์คือ ไฟล์ Background ของ Slider ไฟล์มีขนาด 71*47
ถ้าใครไม่ชอบให้มีราง Slider ให้สร้างภาพเป็น Transparent
เสร็จแล้ว save ชื่อตามนี้
bottombarbkgndlock.png   >>>  Background Slider
โดยทำการเก็บไว้ใน Folder xxx.theme/Bundles/com.apple.TelephonyUI เช่นกัน)

4.4 นำ Folder xxx.theme ไปวางที่ /Library/Themes ใน iphone


เสร็จแล้วเข้าไปเลือกในโปรแกรม winterboard ครับ

5. เพิ่มเติม มาต่อกันที่การทำ ภาพ Battery ตอน charge Battery ครับ
ผมใช้ Folder เดิมนะครับคือ xxx.theme ซึ่งจะมี Folder Bundles
อยู่ข้างใน และ Folder com.apple.springboard อยู่ใน Bundlesอีกที
ไฟล์ภาพ BatteryBG ที่ต้องใช้มีทั้งหมด 18ภาพนะครับ
5.1 เริ่มจากการเลือกหรือสร้างภาพ โดยขนาดจะอยู่ที่ 264*128


เมื่อได้ภาพและขนาดตามต้องการแล้วทำการ save โดยตั้งชื่อ
ตามนี้ครับ
BatteryBackground.png   >>>    ภาพ Battery 0% หรือ น้อยสุด
BatteryBG_1.png   BatteryBG_2.png
BatteryBG_3.png   BatteryBG_4.png
BatteryBG_5.png   BatteryBG_6.png
BatteryBG_7.png   BatteryBG_8.png
BatteryBG_9.png   BatteryBG_10.png
BatteryBG_11.png  BatteryBG_12.png
BatteryBG_13.png  BatteryBG_14.png
BatteryBG_15.png  BatteryBG_16.png
BatteryBG_17.png    >>> ภาพ Battery 100% หรือ เต็ม


โดย save ทั้งหมดไว้ที่ xxx.theme/Bundles/com.apple.springboard

5.2 นำ Folder xxx.theme ไปวางที่ /Library/Themes ใน iphone

เสร็จแล้วเข้าไปเลือกในโปรแกรม winterboard ครับ

หวังว่าคงพอเข้าใจนะครับ

ถาม: ตอนนี้ผมใช้ iPhone 3G อยู่ครับ แต่ก็ได้สั่งจอง iPhone 3GS ไปเรียบร้อยแล้ว (เครื่องเก่าจะให้น้องสาวไป) คราวนี้อยากทราบว่า ถ้าผมต้องการลบข้อมูลส่วนตัวที่อยู่ใน iPhone 3G ออกไปให้หมดจะต้องทำอย่างไรครับ?

ตอบ: เอ…กับน้องนุ่งก็ยังกังวล หรือครับ? อ๊ะไม่ว่ากันอยู่แล้ว ขั้นตอนการล้างข้อมูลใน iPhone 3G แบบเกลี้ยงเกลา ให้เริ่มต้นด้วยการแตะที่ไอคอน Settings ที่หน้าโฮม (Home Screen) เมื่อเข้าไปในหน้าจอ Settings แตะที่ General แล้วเลื่อนลงมาจนถึงตัวเลือก Reset ที่ด้านล่างของจอ แตะบนรายการ Reset ด้วยนิ้วของคุณ เพื่อเริ่มต้นเข้าสู่ขั้นตอนล้างสมองไอโฟนให้จำคุณไม่ได้เลย

เมื่อเข้าถึงหน้าจอ Reset แล้ว คุณสามารถรีเซตค่าต่างๆ ที่ตั้งไว้ให้กับเครื่อง ตั้งแต่ระบบเครือข่ายไปจนถึงเลย์เอาต์ของหน้าโฮม คุณจะสังเกตเห็นตัวเลือกที่เขียนว่า “Erase All Content and Settings” ใช้นิ้วแตะตรงรายการนี้ เพื่อเริ่มต้นล้างข้อมูล โดย iPhone จะให้ยืนยันการลบด้วยการแตะปุ่มสีแดง Erase iPhone 2 ครั้ง หลังจากนั้นมันจะลบข้อมูลที่อยู่ในหน่วยความจำส่วนที่เก็บข้อมูลทั้งหมด ซึ่งจะใช้เวลา”นานพอสมควร” ขึ้นอยู่กับขนาดของหน่วยความจำบนไอโฟนของคุณ โดยคำว่านานพสมควรในที่นี้ ผมหมายถึงตั้งแต่หนึ่งถึงสี่ชั่วโมงเลยทีเดียวกว่าที่มันจะลบคอนเท็นต์ทั้ง หมดออกไปจากเครื่องโดยสมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม หากไม่แน่ใจว่า แบตเตอรี่จะเหลือพอขณะลบข้อมูลหรือไม่ แนะนำให้ต่อสายอะแดปเตอร์ในระหว่างการลบจะดีกว่านะครับ

ทุกวันนี้สินค้าเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิต ประจำวันและเกือบทุกสาขาอาชีพ ในภาวะที่เรียกว่าเศรษฐกิจขาลง หรือเตรียมเผาจริงในปีนี้ สินค้าไอทียังคงทวีความจำเป็นยิ่งขึ้นเพราะหลายปัจจัยเข้ามากระตุ้นให้มีการ ใช้งานเทคโนโลยี ทั้งการลดค่าใช้จ่าย และการอำนวยความสะดวกในการทำงาน

ผู้จัดการไซเบอร์ ขออนุญาตแนะนำหลักการง่ายๆในการเลือกซื้อโน้ตบุ๊กใหม่ เพื่อการใช้งานเต็มประสิทธิภาพอย่างคุ้มค่าในปีฉลูสุดฉลุย

เน็ตบุ๊ก – โน้ตบุ๊ก อย่างไหนเหมาะ

ก่อนอื่นลองมองถึงความต้องการในการใช้งานก่อนว่าต้องการใช้โน้ตบุ๊ก ที่จะซื้อต้องการใช้งานอะไรบ้าง ถ้าต้องการพกพาสะดวก ใช้งานแค่เล่นอินเทอร์เน็ต พิมพ์งาน แชต ตกแต่งรูปภาพเล็กๆน้อยๆ เน็ตบุ๊กถึงจะเป็นเครื่องที่เหมาะกับการทำงานของคุณ แต่ถ้าต้องการใช้งานประเภทหนัก เช่นการตัดต่อวิดีโอ เล่นเกม ทำงานที่เกี่ยวกับการออกแบบ เน็ตบุ๊กคงไม่สามารถตอบโจทย์เหล่านี้ได้

ดังนั้น สิ่งแรกที่ควรถามตนเองก่อนการตัดสินใจซื้อคือ “จุดประสงค์ในการใช้งาน” เมื่อได้จุดประสงค์ในการใช้งานแล้วค่อยมาตัดสินใจในปัจจัยอื่นๆที่ตามมา ที่สำคัญอย่าลืมว่าเน็ตบุ๊กไม่มีไดรฟ์ดีวีดี ทำให้ผู้ต้องการใช้งานต้องเสียเงินซื้อไดรฟ์ภายนอกมาต่อใช้งานด้วย

ซื้อเน็ตบุ๊กอย่าเกิน 17,000.-

ถ้าจุดประสงค์ตรงกับคำตอบว่า “เน็ตบุ๊ก” สิ่งที่ต้องตัดสินใจต่อมาคือขนาดของเครื่อง โดยในท้องตลาดขณะนี้มีขายอยู่ตั้งแต่ ขนาด 7 นิ้วถึง 12 นิ้ว ซึ่งโดยส่วนตัวผู้เขียนคิดว่าหน้าจอขนาด 10 นิ้วคือขนาดที่เหมาะที่สุดกับการใช้งานแบบพกพา เพราะความละเอียดหน้าจอขนาด 10 นิ้วจะอยู่ที่ 1024 x 600 พิกเซล ซึ่งเป็นขนาดที่พอจะเปิดใช้งานหน้าเว็บไซต์ได้อย่างไม่ตกหล่น แต่ถ้าใช้งานในขนาดหน้าจอที่เล็กกว่านั้น นอกจากจะต้องเลื่อน ขึ้น-ลง ในการอ่านเว็บแล้ว ยังต้องเลื่อน ซ้าย-ขวา อีกด้วย

เรื่องที่ต้องคิดตามหนีไม่พ้นระยะเวลาแบตเตอรี่ เน็ตบุ๊กทั่วไปในท้องตลาดขณะนี้มีแบตเตอรี่อยู่ 2 ขนาดให้เลือกคือ 3 เซลล์ และ 6 เซลล์ การใช้งานโดยเฉลี่ยจากการทดสอบจะพบว่าแบตเตอรี่ขนาด 3 เซลล์จะใช้งานได้ประมาณ 2 – 3 ชั่วโมงเท่านั้น ในขณะที่แบตเตอรี่ขนาด 6 เซลล์ จะใช้งานได้ 5 – 6 ชั่วโมง ดังนั้นถ้าจำเป็นที่จะต้องใช้งานนอกสถานที่เป็นเวลานาน และการเพิ่มเงินอีกประมาณ 1,500 – 2,000 บาท ไม่น่าจะเป็นภาระมากเกินไป ควรที่จะลงทุนเพิ่มในจุดนี้ด้วย

ต่อมาควรที่จะทดลองใช้คีย์บอร์ดก่อน การตัดสินใจซื้อ เพราะว่านิ้วของแต่ละคนมีขนาดไม่เท่ากัน จากการทดลองใช้ผู้เขียนพบว่าในเครื่องขนาดหน้าจอ 8 – 9 นิ้ว คีย์บอร์ด ของ ‘เอเซอร์ เอสปาย วัน’ ให้ความรู้สึกสบายที่สุดในการใช้งาน แต่ถ้าเป็นเครื่องขนาดหน้าจอ 10 นิ้ว เน็ตบุ๊กที่มีคีย์บอร์ดใหญ่สุดคือ ‘เอชพี มินิ 1000′ ส่วนขนาดพอเหมาะๆ จะเป็นของค่ายต้นตำรับเน็ตบุ๊กคือ ‘อัสซุส อีอีอี พีซี 1000HD’ รองลงมาคือ ‘เอ็มเอสไอ วินด์’

ราคาถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยในการเลือกซื้อสินค้า สำหรับเน็ตบุ๊กผู้เขียนคิดว่าไม่ควรซื้อที่ราคาเกิน 17,000 บาท เพราะในระดับราคาเกินจากนั้น สามารถนำไปซื้อโน้ตบุ๊กที่ใช้งานได้ครบถ้วนมากกว่า โดยจากการสำรวจตลาดจะพบว่าราคาของเน็ตบุ๊กจะแพงขึ้นตามขนาดของฮาร์ดดิสก์ และความเบาของน้ำหนักเครื่อง ดังนั้นถ้าไม่จำเป็นที่จะเก็บข้อมูลจำนวนมากในเครื่อง การใช้ SSD ขนาด 8 – 16 กิกะไบต์ก็เพียงพอต่อการใช้งานแล้ว ส่วนน้ำหนักของหลายๆ ยี่ห้อจะเฉลี่ยอยู่ที่ ประมาณ 1 กิโลกรัมเท่านั้น

ดูโน้ตบุ๊กให้ดูราคา

ถ้าจุดประสงค์ของผู้อ่านตรงกับ “โน้ตบุ๊ก” ค่อยมาคิดต่อว่าจะใช้งานเครื่องในลักษณะไหนบ้าง โดยโน้ตบุ๊กในตลาดขณะนี้จะแบ่งออกเป็น 3 ระดับราคาคือ ประมาณ 17,000 – 25,000 บาท สำหรับโน้ตบุ๊กที่นำมาใช้งานทั่วๆไป ทำงานได้ครบถ้วนรอบด้านแต่ยังไม่เต็มที่ โดยจะเหมาะกับตลาดคอนซูเมอร์มากที่สุด เพราะว่าสามารถใช้งานได้ครบถ้วน ตั้งแต่นักเรียน นักศึกษา ไปจนถึงนักธุรกิจ ถ้ามีจุดประสงค์การใช้งานที่คล้ายๆ เน็ตบุ๊กในข้างต้น แต่ต้องการหน้าจอที่ใหญ่ขึ้น ไม่คำนึงถึงขนาดและน้ำหนักของตัวเครื่อง คุณจะได้ความเร็วในการใช้งานที่เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว

ต่อมาคือประมาณ 25,000 – 40,000 บาท สำหรับโน้ตบุ๊กที่มาพร้อมการ์ดจอแยก ทำงานได้ครบครันมากขึ้นตามระดับราคา จะเหมาะกับผู้ที่ต้องการใช้งานเทคโนโลยีอย่างเต็มที่ ถ้าพูดในแง่ดีคือ นักศึกษาที่เรียนวิศวะกรรม ผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับการตัดต่อวิดีโอ ใช้งานโปรแกรม 3มิติ อย่าง 3dsmax, Maya และAutoCad แต่อีกแง่หนึ่งก็คือ เป็นโน้ตบุ๊กที่รองรับการเล่นเกมสำหรับวัยรุ่น ที่ต้องการความสะดวกในการใช้งานเช่นเดียวกัน

ท้ายสุดประมาณ 40,000 บาทขึ้นไป สำหรับ โฮมเอนเตอร์เทนเมนต์โน้ตบุ๊ก ที่มาพร้อมกับความสามารถด้านมัลติมีเดียต่างๆอย่างครบครัน จะเป็นโน้ตบุ๊กที่มีความสามารถในการใช้งานแทนพีซีได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยจะมีจุดเด่นเพิ่มขึ้นในด้านของมัลติมีเดีย ไม่ว่าจะเป็นระบบโฮมเธียเตอร์ที่บางรุ่นมีไดรฟ์บลูเรย์มาให้ใช้แล้ว รวมไปถึงฟีเจอร์ที่หลากหลายตามแต่ละยี่ห้อจะใส่กันมา เช่น วิทยุFM ทีวีจูนเนอร์ ระบบสแกนใบหน้า ฯลฯ ผู้ใช้งานในระดับนี้ส่วนใหญ่จะมีความรู้ในเรื่องเทคโนโลยีพอสมควรแล้ว จึงตัดสินใจซื้อสินค้าที่สามารถตอบสนองความต้องการของตนเองได้ แม้ราคาจะสูงก็ตาม

แต่ ไม่ใช่ว่าโน้ตบุ๊กในแต่ละช่วงราคาจะมีประสิทธิภาพเท่ากันเสมอไป บางยี่ห้อสินค้าอาจจะมีดีไซน์ที่สวยงาม วัสดุที่ใช้มีคุณภาพมากกว่า รวมไปถึงการเพิ่มฟีเจอร์เด่นๆ เครื่องบาง น้ำหนักเบา ปัจจัยต่างๆเหล่านี้ ยังคงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญเช่นเดิม ทำให้การแบ่งช่วงราคาดังกล่าวอาจจะไม่เป็นจริงเสมอไป ดังนั้นการเลือกซื้อโน้ตบุ๊กให้เหมาะสมกับการใช้งานจะเป็นการช่วยประหยัดค่า ใช้จ่ายส่วนเกินที่ไม่จำเป็นได้

เมื่อเลือกได้แล้วว่าต้องการโน้ตบุ๊กในระดับไหน ค่อยมาดูกันถึงสเปกที่จะให้ความคุ้มค่ามากที่สุดในระดับราคานั้นๆ แน่นอนว่าผู้ซื้อส่วนใหญ่ต้องการที่จะได้ของดีราคาถูก โดยส่วนใหญ่จะเทียบกันจาก ความเร็วของซีพียู, ขนาดของแรม, ความจุของฮาร์ดดิสก์ และความสามารถของการ์ดจอในรุ่นที่สูงขึ้นมาหน่อย

ศึกษาสเปกก่อนซื้อ

ในด้านของซีพียูใน ปัจจุบัน จะมีตั้งแต่ Core 2 Duo หรือ Dual Core ไปจนถึง Quad Core กันแล้ว ทำให้ผู้เขียนไม่สามารถ บอกได้ว่า ต้องความเร็วเท่าไหร่ถึงจะดี หรือจะคุ้ม เพราะในส่วนนี้จะขึ้นอยู่กับการใช้งานเป็นสำคัญ ถ้าต้องการใช้งานทั่วๆไป เล่นเน็ต พิมพ์งาน ไม่ได้ประมวลผลหนักมาก แค่ 1.6 – 2.2 GHz ก็เพียงพอแล้ว แต่ถ้าต้องนำมาใช้ในการประมวลผล 3มิติ ตัดต่อภาพยนตร์ หรือ ใช้ในการเล่นเกมด้วย คงต้องมองกันที่มากกว่า 2.2 GHz ขึ้นไปละกันครับ

สำหรับแรม ผู้เขียนคิดว่า ขนาดของแรมที่จำเป็นต้องใช้งานจริงๆคือ 1 กิกะไบต์ สำหรับใช้งานระบบปฏิบัติการวินโดวส์ เอ็กซ์พี ส่วนถ้าเป็นวินโดวส์ วิสต้า ขนาดของแรมควรอยู่ที่ 2 กิกะไบต์ เป็นอย่างน้อย ถ้าต้องการใช้เพื่อเล่นเกมด้วย ควรที่จะเกิน 2 กิกะไบต์ ขึ้นไปสำหรับเกมใหม่ๆในปัจจุบัน ส่วนผู้ที่ไม่ต้องการใช้ระบบปฏิบัติการวินโดวส์ แรม ขนาด 1 กิกะไบต์ น่าจะเพียงพอแล้วสำหรับระบบปฏิบัติการอย่างลินุกซ์

ในเรื่องของขนาดฮาร์ดดิสก์ ถ้าจำเป็นที่จะต้องใช้เก็บไฟล์ที่มีขนาดใหญ่เป็นจำนวนมาก อย่างภาพยนตร์ความละเอียดสูง เพลงเอ็มพี3 ฯลฯ ควรที่จะมองหาขนาดความจุ 320 กิกะไบต์ขึ้นไป แต่ถ้าใช้แค่เก็บไฟล์เอกสาร รูปภาพ เล็กๆน้อยๆ ขนาดเพียง 160 กิกะไบต์ ดูจะเกินความต้องการไปด้วยซ้ำ

สำหรับการ์ดจอที่ มีในโน้ตบุ๊ก ถ้าจะนับรุ่นที่มีขายกันอยู่ในท้องตลาดจริงๆ จะมีเพียงไม่กี่รุ่นเท่านั้น ไม่หลากหลายเหมือนในพีซี ทำให้การเลือกดูในจุดนี้ ไม่น่าจะเกินความสามารถ ทั้งนี้ ถ้าไม่ได้ต้องการเล่นเกม หรือ ใช้งานด้าน 3 มิติ การ์ดจอออนบอร์ด ที่มาในเครื่อง ในโน้ตบุ๊กรุ่นใหม่ๆขณะนี้สามารถที่จะใช้งานทั่วๆไปได้อย่างรับชมภาพยนตร์ ได้สบายๆ

สุดท้ายนี้ในการเลือกซื้อโน้ตบุ๊ก ผู้เขียนขอย้ำว่าให้เลือกซื้อตามจุดประสงค์การใช้งานจะดีกว่าตามเทคโนโลยีที่ออกมาใหม่แล้วไม่ได้ใช้ เพราะเทคโนโลยีมีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา ราคาที่ตัดสินใจซื้อในวันนี้อาจจะคิดว่าคุ้มค่าแล้ว พอขึ้นเดือนใหม่หรือเข้าสู่ไตรมาสถัดไป ราคาที่ว่าคุ้มกลับซื้อเครื่องในอีกระดับได้ ดังนั้นหลังจากที่ซื้อโน้ตบุ๊กสักเครื่องอย่าไปตามราคา ในเดือนถัดๆมาอาจจะทำให้ช้ำใจได้ ท้ายนี้หวังว่าบทความนี้