วิธีทำดอทคอม (Witeetum.com)

สาระพัดวิธีที่คุณอาจไม่เคยรู้ และยังรอการพิสูจน์ (ซตพ.)

29 สุดยอดอาหาร คงความอ่อนเยาว์

          1. บลูเบอร์รี่ : จากผลการวิจัยพบว่า แอนโทไซยานิน (anthocyanin) สารเม็ดสีในบลูเบอร์รี่ ช่วยในการมองเห็น ขอแนะนำให้คุณลอง ปั่นบลูเบอร์รี่รวมกับนมหรือโยเกิร์ตดู 

           2. พริกหยวก : ทั้งพริกแดง พริกเขียว และพริกเหลือง ต่างมีสารแอนตี้ออกซิแดนท์ที่ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันร่างกาย น้ำฉ่ำๆ จากพริกหยวกยังจะช่วยให้สุขภาพเล็บแข็งแรง ลองนำพริกไปทำซัลซ่า โดยผสมเข้ากับมะเขือเทศ กระเทียม พริกแดง แตงกว่า น้ำมันมะกอก และน้ำมะนาวดูสิ นอกจากจะได้ประโยชน์มหาศาลจากเหล่าสุดยอดอาหารแล้ว ยังได้อร่อยกับเมนูเด็ดจากฝีมือของคุณเองอีก

           3. กะหล่ำปลี : เห็นเขียวๆ ม่วงๆ อย่างนี้รู้มั้ยว่ากะหล่ำปลีนั้นอุดมไปด้วยวิตามินเอ, ซีและเบตาแคโรทีนที่จะช่วยในเรื่องของผิวพรรณ เพียงหั่นกะหล่ำปลีบางๆ แล้วนำลงไปผัดกับขิงและกระเทียม เพียงเท่านี้ก็ได้อาหารมื้อค่ำสำหรับตัวคุณเองแล้ว

           4. วอลนัท : ทองแดงในวอลนัทช่วยคงสภาพสีผมของคุณไม่ให้เปลี่ยนสีก่อนวัยอันควร ลองโรยวอลนัทลงบนสลัดหรือโยเกิร์ตก็ไม่เลวนะ

           5. แอปริคอท : สารเบตาแคโรทีนในแอปริคอทช่วยชะลอการเสื่อมถอยของเลนส์ตา ช่วยในการมองเห็นได้ดี ใส่แอปริคอทลงไปในสตูว์ไก่ ผสมกับขิงและอบเชยให้ได้กลิ่นอายแบบโมร็อคโค

           6. อะโวคาโด : การรับประทานอะโวคาโดช่วยทำให้ผิวเรียบเนียน และปกป้องผิวจากอันตรายที่เกิดจากแสงแดด เนื่องจากอะโวคาโดอุดมไปด้วยวิตามินอี บดอะโวคาโดโรยหน้าโอ๊ตเค้กเป็นของทานเล่นดูก็ได้

           7. สตรอเบอร์รี่ : วิตามินซีและ สารบางอย่างในสตรอเบอร์รี่ ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของผนังเส้นเลือดผลไม้สีแดง สดทรงเสน่ห์แบบนี้ เพียงแช่เย็นไว้จิ้มกินกับเกลือตอนนั่งดูทีวีก็เพลินดีไม่น้อย

           8. เต้าหู้ : หยุดยั้งผิวที่ซีดและแห้งโดยการรับประทานอาหารอย่าง เต้าหู้ เพราะในเต้าหู้มีสารที่จะช่วยคืนสภาพผิวและป้องกันรอยเหี่ยวย่น ลองผัดรวมกับผักกรอบๆ หรือทำเป็นต้มจืดเอาไว้ทานเป็นมื้อเย็นนอกจากจะช่วยคืนสภาพผิวแล้ว ยังช่วยควบคุมน้ำหนักได้เป็นอย่างดี

           9. ข้าวโอ๊ต : เต็มไปด้วยเส้นใยที่ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือด ทั้งยังช่วยลดอาการตึงเครียด จึงทำให้รอยเหี่ยวย่นน้อยลง เพียง โรยข้าวโอ๊ตลงบนมูสลี่ หรือนมอุ่นๆ ใส่น้ำตาลลงไปเล็กน้อยแค่นี้ก็ทานได้แล้ว กระชุ่มกระชวยเหมือนแรก

           10. กระเทียม : สมุนไพรกลิ่นแรงอย่างกระเทียมมีคุณสมบัติป้องกันแบคทีเรีย ล้างพิษ และป้องกันไวรัสจากโรคภัยไข้เจ็บ ตั้งแต่ไข้หวัดไปจนถึงมะเร็ง อาหารไทยส่วนใหญ่มีกระเทียมเป็นส่วนประกอบอยู่แล้ว

           11. แครนเบอร์รี่ : ผลไม้มหัศจรรย์ช่วยต้านการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ จากงานวิจัยล่าสุดพบว่ายังช่วยป้องกันโรคเหงือก และแผลในช่องท้องได้ชะงัดอีกด้วย อาจจะทำเป็นแยมไว้รับประทานกับขนมปัง หรือทำเป็นซอสแครนเบอร์รี่ไว้ทาไก่หรือ เนื้อย่างก็มีประโยชน์ไม่แพ้กัน

           12.ลินสีด : ช่วยลดอาการเจ็บตามข้อต่อ เพราะอุดมไปด้วยโอเมก้า 3 ที่ร่างกายใช้ในการสร้างฮอร์โมนที่มีคุณสมบัติป้องกันอาการอักเสบ ลองเติมลงในน้ำปั่นหรือโรยหน้าสลัดดูก็ได้นะ

            13. กีวี : วิตามินซีและสารอาหารบางอย่างในกีวีช่วยในการไหลเวียนของออกซิเจน ลดปัญหาเกี่ยวกับระบบหายใจ เช่น โรคหืด หอบ หั่นกีวีเป็นลูกเต๋าเสียบไม้กับมะม่วงหรือกล้วย ทาด้วยน้ำผึ้ง แล้วนำไปย่าง อาจจะได้รสชาติแปลกใหม่ที่น่าลิ้มลอง

           14. ลูกพลัม : อุดมไปด้วยสารอาหารที่ช่วยป้องกันการถูกทำลายของไขมัน ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในเซลล์สมอง นำลูกพลัมไปเคี่ยวกับน้ำส้ม และโรยลงไปบนมูสลี่ หรือจะกินเล่น เป็นขนมขบเคี้ยวก็ไม่มีใครว่า

            15. กล้วย : เป็นแหล่งรวมของโพแทสเซียม นอกจากกล้วยจะช่วยในเรื่องของระบบการย่อยอาหารแล้ว ยังช่วยลดอาการท้องผูก แค่ผสมเข้ากับนม น้ำผึ้ง และอัลมอนด์ ก็จะได้อาหารเช้าที่แสนอร่อย

            16. ส้ม : การรับประทานส้มทั้งผล แทนการดื่มน้ำส้มจะช่วยให้ได้รับสารอาหารอย่างเต็มที่ มิหนำซ้ำวิตามินซีในส้มยังช่วยป้องกันและเยียวยาโรคหวัด นอกจากนี้กากของส้มยังช่วยในเรื่องของการขับถ่ายด้วย

           17. ข้าวกล้อง : ฮอตฮิต อินเทรนด์กันอยู่พักใหญ่ เพราะอุดมไปด้วยแร่แมงกานีส ที่จะช่วยให้พลังงานกับร่างกายโดยการให้โปรตีน และคาร์โบไฮเดรต และยังช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกายอีกด้วย ใครที่ไม่ชอบสีจัดจ้านของข้าวกล้องก็สามารถหุงข้าวกล้องรวมกับข้าวสวยได้

           18. มะเขือม่วง : เปลือกของมะเขือม่วงอุดมไปด้วยนาซูนิน (nasunin) ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยปกป้องสมองของคุณจากการถูกทำลาย เพื่อคงความฉลาดหลักแหลมของคุณไว้ ลองนำมะเขือม่วงไปทำแกง หรือรับประทานกับข้าวกล้องก็อร่อยไม่เบา

           19. ลูกพรุน : โพแทสเซียมในลูกพรุน ช่วยลดคอเรสเตอรอลในเลือดและลดระดับความดันเลือด ซึ่งทั้งสองอย่างนี้เป็นต้นเหตุของการเกิดโรคหัวใจ เสิร์ฟคู่กับโยเกิร์ตหรือกินเล่นเป็นของว่างก็ดี

           20. คะน้า : ช่วยให้ตับของคุณผลิตเอ็นไซม์ในการต่อต้านมะเร็ง เมื่อคุณเคี้ยวคะน้า จากการวิจัยพบว่า สามารถหยุดยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งเต้านมได้ ฮืม…ม เลือกผัดคะน้าปลาเค็ม เป็นเมนูมื้อกลางวันดีกว่า (อ้อ อย่าลืมทุบกระเทียมลงไปด้วยนะ)

           21. ผักโขม : คุณจะได้รับแคลเซียมจากผักโขม ในขณะเดียวกัน ก็มีแมกนีเซียมที่จะช่วยให้ร่างกายของคุณดูดซึมแคลเซียมได้ดี การรับประทานใบอ่อนของผักโขมในสลัด จะช่วยให้ป้องกันโรคกระดูกเปราะและหักง่ายเนื่องจากขาดแคลเซียม

           22. ราสเบอร์รี่ : จากผลการวิจัยพบว่า สารแอนตี้ออกซิเดนท์ในราสเบอร์รี่สามารถยับยั้งการเกิด เนื้อร้ายได้ ลองนำราสเบอร์รี่ไปราดด้วยช็อกโกแลตเหลวแล้วไปแช่เย็นดูสิ

           23. ถั่วงอก : สารประกอบ ที่พบในถั่วงอก สามารถช่วยลดระดับไขมันในเส้นเลือด นอกจากนี้ถั่วงอกยังประกอบด้วยสารอาหารในปริมาณสูง ซึ่งจะช่วยเรื่องโรคเล็กๆ น้อยๆ ของสตรีในวัยหมดประจำเดือนถั่วงอกผัดกับเต้าหู้ ทานกับข้าวสวยร้อนๆ ก็อร่อยไม่เบา

           24. บล็อคโคลี่ : การรับประทานบล็อคโคลี่เป็นประจำ จะช่วยลดอัตราเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจได้ถึง ๒๐% และยังมีวิตามินซีที่ช่วยป้องกันการปวดกล้ามเนื้อ ปวดตามข้อ และโรคไขข้ออักเสบได้ด้วย ลวกใส่ในสลัด หรือผัดกับกุ้งสดก็ไม่เลว

            25. บีทรูท : เนื้อของบีทรูทอุดมไปด้วยเบต้าไซยานิน ซึ่งเป็นสารต่อต้านมะเร็งรับประทานโดยการนำไปตุ๋นหรือย่าง

            26. องุ่นแดง : จะช่วยลดอัตราเสี่ยงของการเกิดเลือดจับตัวเป็นก้อน และดักจับไขมันในเลือดที่จะเป็นอันตรายต่อเส้นเลือดแดงของคุณ ใส่องุ่นแดงลงในสลัดหรือดื่มไวน์แดงสักแก้วระหว่างมื้อค่ำ

            27. ปลาที่มีไขมัน : แซลมอน หรือเนื้อปลาชนิดอื่นๆ ที่มีไขมันปนอยู่บ้างนั้น สามารถช่วยปกป้องคุณจากโรคภัยไข้เจ็บมากมาย อีกทั้งโปรตีนในเนื้อปลายังช่วยในเรื่องของสมอง ว่ากันว่าให้เด็กๆ กินปลาแล้วจะฉลาด ปลานึ่ง ปลาย่างราดซอสอร่อยๆ ล้วนเป็นทางเลือกที่ดี

            28. มะเขือเทศ : สารไลโคพีนี (lycopene) ในมะเขือเทศจะช่วยป้องกันการเกิด มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งเต้านม มะเร็งปอด และมะเร็งลำไส้ใหญ่ ที่สำคัญช่วยให้ผิวสวยอย่าบอกใครเลยเชียวล่ะเลือกเอาเลยว่าคุณอยากจะใส่ มะเขือเทศลงในอาหารอะไรบ้าง            29. หัวหอม : หัวหอมที่มีกลิ่นไม่หอมเหมือนชื่อนี้ จะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดทั้งยังช่วย ในการรักษาและป้องกันโรคเบาหวาน ซอยเป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าเล็กๆ ใส่ในไข่เจียว หรือซอยใส่อาหารประเภทยำช่วยเพิ่มรสชาติได้ดีทีเดียว          เพียงแค่เลือกรับประทานอาหารที่ว่ามาทั้งหมดนี้ เพียงอย่างน้อย 1 อย่าง เป็นประจำทุกวัน ก็จะช่วยให้เส้นผมดำขลับ เงางาม ผิวพรรณผุดผ่องและดวงตาเป็นประกาย

 

กล้วยแขก หรือกล้วยทอด ทอดอย่างไรให้อร่อย??

       ส่วนผสม
      กล้วยน้ำว้า ๕๐ ผล
      แป้งข้าวเจ้า ๒ ๑/๔ ถ้วย แป้งสาลี 2 ถ้วย
      เกลือป่น ๓ ช้อนชา
      ผงฟู ๒ ๑/๒ ช้อนโต๊ะ
      น้ำตาลทราย ๒ ถ้วย
      น้ำปูนใส ๒ ถ้วย
      มะพร้าวขูดขาว ๔ ถ้วย
      งาขาว ๑/๔ ถ้วย
      น้ำมันพืช ๔ ถ้วย

       วิธีทำ
      ๑. ร่อนแป้งทั้งสองชนิด, เกลือ, ผงฟู, และน้ำตาลทราย รวมกัน
      ๒. ใส่น้ำปูนใสทั้งหมดคนเร็ว ๆ ให้เข้ากัน ใส่มะพร้าวขูดและงาขาว
      ๓. ปอกเปลือกกล้วย แล้วผ่าแช่น้ำปูนใส ๑๕ นาที ล้างน้ำสะอาด
      ๔. ใส่น้ำมันในกระทะให้ร้อน
      ๕. ชุบกล้วยลงในแป้ง ทอดให้เหลือง ซับน้ำมันให้แห้ง

1.รหัสก็สำคัญนะ?อันดับแรก เรามาดูที่รหัส Admin account ของ คอมพิวเตอร์เราก่อนค่ะ Admin คืออะไร? ถ้าพูดถึงในแง่ของมือใหม่จะเป็น account ที่ท่านกำลังใช้อยู่ (ลงโปรแกรม และตั้งค่าอะไรต่างๆนาๆได้) หรือผู้ใช้ที่พอมีประสบการณ์อยู่แล้ว บางท่านอาจบอกว่าไม่มีความจำเป็น เพราะคอมเราใช้อยู่คนเดียว แต่ก็ไม่แน่เสมอไป บางทีอาจมีคนเข้า ip ของเราอยู่ หรืออาจมีโจรขโมย เข้ามาในบ้านของคุณและขโมยการบ้านของคุณก็เป็นได้ ควรจะตั้งรหัสไว้เพื่อความปลอดภัยค่ะ

2.คลิกดะ?ข้อนี้สำคัญมาก เนื่องจากสมัยนี้ ซอฟท์แวร์ไม่ประสงค์ดี(Malware ex.Spyware Virus) ในโลกไซเบอร์มีเยอะมากๆ และออกสายพันธุ์ใหม่ทุกวันก็ว่าได้ ส่วนใหญ่ช่องทางที่นิยมกันตอนนี้คือทาง MSN (ตอนนี้เป็น Windows Live Messenger ไปละ)ซึ่งจะเป็นการส่งลิงค์จากคู่สนทนาของเราค่ะ ส่งมาแบบเนียนๆ บางทีอาจเป็นไฟล์รูป หรือไฟล์ .zip .rar ซึ่งอันตรายจริงๆ บางตัวนี่ เล่นลบ My Document ทิ้งเลย(ทำให้ Vista ต้องมี Allow or Cancel เพื่อป้องกันเหตุร้าย)หรือร้ายแรงกว่านั้นคือลบไฟล์ท ี่ส่งผลให้คอมคุณหลังจากปิดไปแล้ว เปิดขึ้นอีกไม่ได้ ต้อง format ลงใหม่อย่างเดียว

และยังมีอีกช่องทางคือ ตาม E-mail ที่ส่งมา บางทีอาจส่งมาจากเพื่อนที่ติดไวรัส หรือส่งมาจากคนอื่น ได้ได้รับเมลล์จากคนแปลกปลอม และมีลิงค์มา อย่ากด ถ้าไม่สำคัญให้ลบทิ้งได้เลย แต่ถ้าเป็นของเพื่อนที่มีลิงค์ ก็ควรจะตรวจสอบก่อน อาจจะส่ง mail กลับไปหรือก๊อปลิงค์ไปให้ผู้เชี่ยวชาญดู บางทีใน E-mail ของเพื่อนอาจมีเอกสารแนบมา แต่สมัยนี้ไม่น่ากลัวเท่าไหร่ เพราะถ้าใช้ Webmail(ไปเปิด mail ในเวป) ส่วนมากจะสแกนไวรัสให้แล้ว ยกเว้นคุณใช้ POP3 ก็ระวังหน่อยแล้วกันค่ะ

ช่องทางสุดท้าย ซึ่งตอนนี้เป็นที่นิยมมาก คือตามเวปเครือข่าย Social Network (Hi5 Myspace เป็นต้น) จะมีการไปโพสท์ Comment โดยผู้ไม่ประสงค์ดีไว้ ซึงถ้าเรากดไปก็เสร็จเลย ลิงค์บางทีก็ต้องดูให้ดีๆครับ ถ้าคนรู้จักภาษา HTML ก็น่าจะรู้ คือสามารถเขียนชื่ออย่างนึง แต่กดไปที่อื่นได้ เช่น ลิงค์อาจเขียนว่า ไปที่ Google แต่พอกดอาจเป็น http://www.virus.com/ ก็ได้ (ไม่เชื่อลองกดดูสิ )
เอาเป็นว่า ก่อนจะกดอะไร คิดเสียก่อนแล้วกันค่ะ

3..ไม่แยแสโปรแกรมป้องกันไวรัส?บางท่านที่ผมรู้จัก ไม่เคยสนใจที่จะลงโปรแกรมป้องกันไวรัสเลย ถามทำไม บอก ถ้าติดไวรัสก็ให้ร้านคอมแก้ และแน่นอน ตามแบบแผนร้านคอม(ส่วนมาก) Format ไว้ก่อน เสียเวลาสแกน อีกทั้งยังทำให้ลูกค้าเสียตังอีก Yahoo! และโปรแกรมที่เราใช้อยู่ก็ยากเหลือเกิน บางทีสแกนเจอลบไม่ได้ หรือโปรแกรมหมดอายุ Expire อะไรต่างๆ วันนี้ ผมมีโปรแกรมป้องกันและสแกนดีๆมานำเสนอค่ะAVG Free หรือ Avira AntiVir เพราะใช้พร้อมกันไม่ได้แน่นอน ดีทั้งคู่ซึ่งโปรแกรมด้านบน ใช้ร่วมกับ Spybot Search and Destroyถ้ายังคิดว่าไม่ปลอดภัยพอ สามารถนำ Trend Micro HijackThis อันโด่งดัง มาสแกนแล้วลบด้วยตัวเองอีก (ไว้ค่อยว่ากันต่อ)แค่นี้ก็น่าจะเพียงพอแล้วครับ ปลอดภัยพอสมควรแล้ว นอกเหนือจากนี้ก็พวกโปรแกรมป้องกันไวรัส USB หรืออุปกรณ์ถอดๆเสียบๆทั้งหลาย เช่น Flash Drive iPod ก็มีโปรแกรม CPE17 และ ARDV เป็นของเด็กไทยผลิดอีก น่าภาคภูมิใจมากๆ

4.ไม่ทะนุถนอมเครื่อง?ฉันมีเพื่อนคนหนึ่ง ใช้ Notebook Compaq อายุ 5 ปีได้(ดูจากรุ่น body)สภาพยังใหม่อยู่เลย มีแต่คราบสนิมและรอยลอกคราบที่โดนเหงื่อกัด แต่ Notebook Acer อีกตัวที่ฉันเป็นของเพื่อนอีกคน อายุไม่ถึงปี สภาพต่างกันมากๆ โทรม ปุ่มนี่แทบจะหลุดตามกันหมดแล้ว ตัวล๊อคจอกับเครื่องปิดไม่ได้ เห็นได้ชัดว่าความระมัดระวังของตัวผู้ใช้เอง ก็มีความสำคัญกับคอมพิวเตอร์มาก บางทีอาจเผลอ ถอดปลั๊กออกทั้งๆที่ยัง Shut down ไม่เสร็จ ซึ่งถ้าใช้อย่างไม่ระมัดระวัง ปัญหาที่ต้องเจอแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้คือจอสีฟ้าแห่งความตาย” หรือที่เรียกันในหมู่วงการคอมว่า BSOD นั่นเอง ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดจาก Hardware(ตัวชิ้นส่วนของคอม)เป็นหลักค่ะ การเปิดคอมทิ้งไว้เป็นเวลานาน ก็ส่งผลให้กับประสิทธิภาพเช่นกันนะค่ะอย่างน้อยไม่ควรเปิดเกินสามวัน เอาเหอะๆ หลายๆท่านอาจเถียงในใจว่า มันไม่เห็นร้อนเลย แต่คอมก็มีหัวจิตหัวใจ ให้มันพักผ่อนบ้างก็ดีค่ะ

5.โปรแกรมเยอะใช่ว่าจะดี?ในยุคสมัยนี้ Software มีการแข่งขันสูง แน่นอน เพื่อการตลาดที่ดี ต้องมีของฟรีให้ลองใช้ ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ใช้คอมหน้าใหม่หรือหน้าเก่า ก็ต้องมีความอยากรู้อยากเห็นเป็นธรรมดา โหลดโปรแกรมใหม่มาลงคอมพ์ฯของคุณ ลองใช้ และไม่ได้ลบออก เพราะเห็นว่า Harddisk (หน่วยความจำของคอมพ์ฯ)ยังเหลือเยอะอยู่ แต่หารู้ไม่ ว่าทุกครั้งโปรแกรมพวกนี้ โปรแกรมเหล่านี้ได้ไปทำอะไรบางอย่างกับคอมพ์ของคุณแน ่นอน บางตัวอาจมี autorun อยู่ที่ tray (icon เล็กๆด้านขวาล่างสุดของจอ) หรือบางตัวอาจมี spyware มาเพื่อสืบค้นว่าเครื่องเรามีโปรแกรมอะไรบ้าง และส่งข้อมูลไปต้นสังกัตก็เป็นได้ แนะนำให้ลบโปรแกรมหรือเกมที่ไม่ได้ใช้งานออกซะแน่นอน แค่ลบธรรมดายังไม่สะอาดพอ เราอาจต้องพึ่งอุปกรณ์เสริม เรียกว่า C-Cleaner (C-Crap แปลว่าขยะ) สามารถเลือกลบได้ โดยจะลบทั้งหมดให้สะอาดไปเลย หรือไม่เลือกในส่วนที่ไม่ต้องการให้ลบ เช่น cookie ที่จำ password ตามเว็บต่างๆ

แต่ถ้าพูดถึงความหวาน คนอยากหวานไม่สามารถเดินไปให้หมอศัลยกรรมทำยิ้มถาวร กรีดแววตาอ่อนโยน หรือยัดซิลิโคนหัวใจแจ่มใส… อันนี้ยากมาก ยากที่สุด ยากจนถึงขั้นหมอเทวดาก็ทำศัลยกรรมให้ไม่ได้ เพราะมันเป็นเรื่องของจิตใจล้วนๆ

1. ถูกแพงไม่รู้ ขอชมพูไว้ก่อน

          หน้าใส ผิวผ่อง อมชมพูเรื่อๆ เป็นความสวยแบบธรรมชาติที่มองแล้วเพลินตา เพลินใจ คนที่เข้าข่ายหน้าไม่ให้แต่ใจรัก จึงมักพึ่งเครื่องสำอางปกปิดริ้วรอยหรือเนรมิตแก้มเปล่งปลั่งเกินจริง ไม่ก็แต่งหน้าแต่งตาเข้มราวกับนางแบบแมกกาซีน จนดูเหมือนใส่หน้ากากอยู่ตลอดเวลา

          ในอารมณ์ที่อยากจะเป็นสาวหวาน อย่างแรกเลย ขอแนะนำให้ลอกคราบเครื่องสำอางหนาๆ ออกให้เกลี้ยง จะเป็นรองพื้นอย่างหนา คิ้มสีเข้ม อายชาโดว์เป็นชั้นๆ ที่เปลือกตา บลัชออนที่แดงเป็นไส้ซาลาเปาหรือลิปสติกสีสดเป็นเลือด ฯลฯ

          ลองเก็บเฉดสีเก่าใส่ลิ้นชัก แล้วเปลี่ยนมาใช้แป้งเด็กเนื้อบางเบา บลัชออนสีชมพูอ่อน กับลิปสติกสีชมพูใสแค่แท่งเดียว หรือจะแถมน้ำยาอุทัยทิพย์แตะแก้มเบาๆ สักนิดก็ยังได้้ถ้ารู้สึกว่าหน้าซีดเป็นน้องไก่ต้มเกินไป มองกระจกดีๆ แล้วจะพบว่าเปลือกเก่าๆ บนใบหน้าถูกกะเทาะออกไปแล้ว ใครคนใหม่กำลังจะเผยโฉมในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้านี้แล้ว

2. ยิ้มจากหัวใจ

          อย่าเพิ่งขยับไปไหน ยืนอยู่หน้ากระจกนั่นแหละขั้นตอนต่อไปเป็นเรื่องที่ง่ายที่สุดในโลก ยิ้มสิจ๊ะ…. ยิ้มสบายๆ แบบที่เขาเรียกว่าระบายยิ้มอ่อนๆน่ะ อย่าฉีกยิ้ม อย่าตั้งใจยิ้มกว้างเกินเหตุ และอย่าล็อคสเปกรอยยิ้มอย่างที่เขาเรียกว่ายิ้มค้าง ถ้ายิ้มแบบนี้จะเกิดอาการเมื่อยปากได้ง่ายๆ เดี๋ยวจะพาลขี้เกียจยิ้มไปซะอีก

          ถามตัวเองง่ายๆ ว่าระหว่างสวยหล่อบาดใจแต่เป็นเสือยิ้มยาก กับคนหน้าตาธรรมดาแต่ยิ้มเก่งชะมัด เราจะส่งยิ้มและเอ่ยปากทักใครก่อนกัน

          ถ้าดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ รอยยิ้มก็คงเป็นเหมือนประตูของหัวใจเช่นกัน ถึงจะยิ้มด้วยกันทั้งคู่แต่ยิ้มที่ปาก เห็นก่อนและชัดเจนกว่ายิ้มที่ตา ว่าแต่ว่าตอนนี้คุณเห็นใครคนใหม่ที่หน้าหวานใสสบายตาชวนมองในกระจกแล้วใช่ไหม

3. ปล่อยผมเป็นอิสระสักวัน

          หน้าสวยใสยิ้มกระจ่างแล้ว อย่าปล่อยให้ผมแข็งเป็นตังเม ใครที่ชอบใส่ครีมหรือโปะเจลหนาเตอะ วันนี้ตัดใจบอกลาสักวัน แล้วลองปล่อยผมตามธรรมชาติ

          ถ้าสยายแล้วสลวยก็แทบไม่ต้องจัดการอะไรอีก แต่ถ้าสยายแล้วออกแนวสยอง หรือพองฟูเกินควบคุม ก็แค่รวบผมง่ายๆ จะเปาะเดียวเป็นเปีย ก็แล้วแต่ความสามัคคีของเส้นผม แต่ถ้ายังไม่มั่นใจในตัวเอง จะอาศัยโรลไฟฟ้าแต่งผมลอนอ่อนๆ ก็ไม่ว่ากัน เน้นนะว่า ลอนอ่อนไม่ใช่ลอนเป็นเกลียวแข็งเหมือนสายโทรศัพท์

4. เสื้อผ้าโทนสีอ่อน

          จะเป็นสาวหวานทั้งตัวทั้งที เสื้อสูทสีเข้ม เสื้อแดงแรงฤทธิ์ ชุดเปรี้ยวเข็ดฟัน หรือเดรสจับจีบแข็งเป็นแพ ถึงจะใส่เป็นประจำ แต่นาทีนี้คงต้องเก็บใส่ตู้ไว้ก่อน เลือกใส่เสื้อโทนสีอ่อนเย็นตา จะขาว ฟ้า ชมพู เขียว เหลือง ก็ขอให้คุมโทนอ่อนๆ เข้าไว้ ไม่ต้องถึงกับอ่อนจนซีด แค่ไม่ให้สีเสื้อแยงตาคนมองรวมถึงแบบเสื้อก็เน้นสไตล์ Casual หรือแบบลำลอง จะลายทาง ลายขวาง หรือลายดอก กติกาเดียวกับการคุมโทนสี คืออย่าเด่นอย่าแรงจนความหวานบนใบหน้าถูกแย่งความสนใจ

          ในที่นี้ยังไม่รวมไปถึง Accessories ทั้งหลายแหล่ ไม่ว่าจะเป็น สร้อยคอ กำไล เข็มขัด กระเป๋า รองเท้า ฯลฯ ก็น่าจะเลือกแบบที่ไปกันได้กับสไตล์ Casual เช่นกัน ไม่อย่างนั้น 3 ข้อแรกที่ลงมือทำมาก็หมดความหมาย

5. คิดหวาน พูดหวาน

          จะเป็นสาวหวานทั้งที ต้องหวานทั้งกายและใจ อุตส่าห์แปลงโฉมภายนอกจนเป็นสาวหวานเต็มตัวแล้ว จะให้ครบสูตรต้องหวานไปถึงภายในด้วย จะสวยหวานแค่ไหน ถ้าคุยโขมงด้วยภาษาพ่อขุนรามคำแหงกลางสยามฯ แถมยังสูบบุหรี่ปุ๋ยๆ อีกต่างหาก จะเรียกเต็มปากได้ไงว่าหนูเป็นสาวหวาน ไม่ต้องถึงกับคลานเข่า พูดเจ้าคะเจ้าขา นาทีละ 10 ครั้ง ขอแค่พูดเพราะ ไม่สบถ โวยวาย แค่นี้ก็พร้อมออกงานได้แล้ว