วิธีทำดอทคอม (Witeetum.com)

สาระพัดวิธีที่คุณอาจไม่เคยรู้ และยังรอการพิสูจน์ (ซตพ.)

จอง ตั๋วเครื่อง บินอย่างไร ให้ได้ตั๋วเครื่องบินราคาถูก คุ้มค่าที่สุด ?

หาบริษัทจองตั๋วเครื่องบินที่มีคุณภาพ
หา บริษัทรับจองตั๋วเครื่องบินที่ให้บริการคุณได้อย่างมี คุณภาพ, สนใจคุณ, พยายามที่จะ ตอบสนองความต้องการ และให้ราคาที่เหมาะสม ลองเปรียบเทียบบริการหลายๆ บริษัท หากหาได้แล้ว ควรเป็น ลูกค้าประจำกับบริษัทนั้น เพราะ ราคาตั๋วเครื่องบินไม่ค่อยแตกต่างกัน เท่าไร ที่ต่างกันคือคุณภาพบริการ ประสบการณ์ของพนักงาน ความรู้เกี่ยวกับสายการบิน ความละเอียดรอบครอบ การเสนอบริการเสริมให้คุณ ตัวอย่าง เช่น จัดหาที่นั่ง (ริมหน้าต่าง,ริมทางเดิน), จัดเมนูอาหาร (มังสวิรัติ, เจ) ได้ตามที่คุณ ต้องการ รวมถึงให้คำปรึกษาได้ทุกเรื่อง เช่น แนะนำรถเข็นสำหรับผู้เดินทางพิการ แนะนำน้ำหนักกระเป๋าแต่ละสายการบิน เป็นต้น

บริษัทที่จะบริการคุณได้อย่างรวดเร็ว และตรงความต้องการ จะต้องมีระบบลูกค้าสัมพันธ์ พนักงานสามารถ ทราบประวัติการจองตั๋วเครื่องบินของคุณ ทำให้คุณสามารถจองตั๋วเครื่องบินใน ครั้งต่อไปได้อย่างสะดวกไม่เสียเวลาให้ ข้อมูลบ่อยๆ

นอกจากนี้ บริษัทรับ จองตั๋ว เครื่องบิน ควรจะมีบริการด้านอื่นๆ รองรับความต้องการของลูกค้า เช่น รับจองโรงแรม, รับทำวีซ่า, บริการรถเช่า ต่างประเทศ, บริการรถ รับ-ส่ง (Transfer) เป็นต้น เพื่อความสะดวกสบายไม่ต้องไปติดต่อหลายๆ บริษัท ให้เสียเวลา

http://www.mushroomtravel.com/UploadFile/Img/Airchina.jpg http://www.mushroomtravel.com/UploadFile/Img/AirSilanka1.jpg

วางแผนการเดินทางและตรวจสอบโปรโมชั่น
การซื้อ ตั๋วเครื่องบินล่วงหน้า จะทำให้คุณได้ตั๋วเครื่องบินราคาถูก เนื่องจากมี ตั๋วโปรโม ชั่น ว่างให้คุณได้จอง ดังนั้นเพื่อให้คุณได้ตั๋วเครื่องบินราคา ถูกที่สุด อาจวางแผนการ เดินทางได้ดังนี้

1. ถ้าเป็นไปได้ควรเลือกเดินทางช่วง Low Season คุณจะได้ตั๋ว เครื่องบินราคาถูกกว่าช่วงอื่นๆ เนื่องจาก หลายๆ สายการบินจะ ออกตั๋วโปรโมชั่นช่วงนี้เพื่อกระตุ้นการเดินทาง

2. ควรหาตั๋วเครื่องบินล่วงหน้า อย่างน้อย 1 เดือน ยิ่งหาล่วงหน้าได้ 3-6 เดือนยิ่งดี เพื่อให้แน่ใจว่ายังมีตั๋วโปรโมชั่นราคาถูกเหลืออยู่

3. หากคุณไม่สนใจเวลาที่ใช้เดินทางและความ สะดวกสบาย อาจไม่จำเป็นต้องบินตรง (Direct flight) ก็ได้ ลองหาเที่ยวบินแบบพักเชื่อมต่อ (Connecting Flight) จะได้ตั๋ว ราคาที่ถูกลง

4. หากคุณเจอตั๋วในราคาที่ต้องการ แต่ที่เต็ม ลองให้บริษัทจองตั๋วเครื่องบินให้เป็น Waiting list หากผู้โดยสาร ท่านอื่นยกเลิกตั๋ว คุณอาจจะได้ตั๋วนั้นไป แต่ก็เป็นวิธีที่เสียงหน่อย

5. ตรวจสอบราคาพิเศษของสายการบินกับพนักงาน คุณทราบหรือ ไม่ว่าตั๋วเครื่องบินราคาปกติ แต่เดินทางผู้ใหญ่พร้อมกัน 2 ท่าน (GV2) หรือเดินทาง ผู้ใหญ่พร้อมกัน 4 ท่าน (GV4) บางสายการบิน อาจได้ราคา ตั๋วเครื่องบินถูกกว่าตั๋วเครื่องบินโปรโมชั่นก็ได้

http://www.mushroomtravel.com/UploadFile/Img/Airchina2.jpg http://www.mushroomtravel.com/UploadFile/Img/AirSilanka.jpg

ข้อควรระวัง
คุณอาจซื้อตั๋วเครื่อง บินราคาถูกได้จริง แต่ควรพิจรณาความต้องการของคุณโดยรวม ไม่เช่นนั้นอาจเกิดความผิดพลาด ได้ เช่น

1. การจองตั๋วเครื่องบินราคาถูก คุณอาจได้เส้น ทางการบินหรือกำหนดเวลาบินที่ไม่ดี ทำให้ต้องใช้เวลาเดินทางเพิ่ม อาจต้องเสียค่าโรงแรมพักเพิ่มอีกหนึ่งคืน เป็นต้น

2. ตั๋วเครื่องบินราคาโปรโมชั่น ส่วนใหญ่มี เงื่อนไขกฎระเบียบ เช่นไม่สามารถเปลี่ยนแปลงวันเดินทางได้ หากฉุกเฉินต้องการเปลี่ยนแปลงตั๋ว คุณอาจจะต้องทิ้งตั๋ว หรือจ่ายค่าปรับที่ค่อนข้างแพงพอสมควรเลย ทีเดียว ควรตรวจสอบ ข้อมูลเกี่ยวกับการยกเลิกตั๋ว จะมีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ และสายการบิน ต้องใช้เวลายกเลิกตั๋วกี่วัน เพื่อเป็นประโยชน์ในการตัดสินใจ ซื้อ

3. การชำระเงินค่าตั๋วเครื่องบิน ควรโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารชื่อบริษัทเท่านั้น ไม่ควรโอนเงิน เข้าบัญชีบุคคล เพื่อป้องกันการถูกหลอกลวง

หวังว่าคำ แนะนำเล็กๆ น้อยๆ จาก MushroomTravel.com จะช่วยให้คุณวางแผน ตัดสินใจ ซื้อตั๋ว เครื่องบินได้ตรงความต้องการมากขึ้นนะคะ

http://www.mushroomtravel.com/UploadFile/Img/bn_flight.jpg

จากที่ “ศรีปทุมโพล” ออกแบบและทำการสำรวจความคิดเห็นคนกรุงเทพฯ ที่มีต่อเยาวชนไทย พบว่าส่วนใหญ่ระบุเยาวชนควรเป็นคนดีของสังคม ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนมีบิดามารดาเป็นตัวอย่างที่ดี ส่วนปัญหาที่ควรแก้ไขมากที่สุดคือ เกี่ยวกับด้านวัตถุนิยมดร.ปิยากร หวังมหาพร ผู้อำนวยการสำนักวิจัย มหาวิทยาลัยศรีปทุม เปิดเผยว่าศรีปทุมโพล ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน ในเขตกรุงเทพมหานครที่มีต่อเยาวชนไทย ในหัวข้อ “การสำรวจความคิดเห็นประชาชนที่มีต่อเยาวชนไทย” พบว่าประชาชนส่วนใหญ่หรือร้อยละ 31.63 เห็นว่าเยาวชนที่ดีควรจะเป็นคนดีของสังคม, รองลงมาร้อยละ 23.33 คือ ขยันหมั่นเพียร ตั้งใจเรียน, ร้อยละ 23.13 เชื่อฟังคำสั่งสอนของพ่อแม่, ร้อยละ 12.97 มีความรับผิดชอบ, ร้อยละ 6.83 ซื่อสัตย์ อดทน

ส่วนความเห็นว่า ใครเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเยาวชนมากที่สุด ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 76.13 เห็นว่า เป็นบิดา มารดา ร้อยละ 9.33 คือ ครู อาจารย์, ร้อยละ 6.73 ดารา นักแสดง นักร้อง, ร้อยละ 3.53 นักการเมือง, ร้อยละ 2.40 เพื่อน

เกี่ยวกับด้านปัญหาเกี่ยวกับเยาวชนพบปัญหาที่ควรแก้ไขมากที่สุด ประชาชนส่วนใหญ่ หรือ ร้อยละ 21.33 คือ ปัญหาด้านวัตถุนิยม, รองลงมา ร้อยละ 17.97 คือ ปัญหาด้านยาเสพติด, ร้อยละ 17.30 ปัญหาการมีเพศสัมพันธ์เร็วขึ้น, ร้อยละ 12.30 ปัญหาด้านการเรียน, ร้อยละ 8.97 ปัญหาด้านกิริยามารยาท เช่น ก้าวร้าว พูดจาแข็งกระด้าง

จากผลสำรวจที่พบในทางหนึ่งนี้ น่าจะกลายเป็นโอกาสสำหรับทางออกทั้งการช่วยป้องกันและแก้ไขได้ ตั้งแต่ดึงความร่วมมือทั้งจากทางบ้าน วัด สถาบันการศึกษาจากที่หลายฝ่ายให้ความสำคัญ ร่วมกันสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ในสังคมขณะนี้ด้วย ทั้งนี้มีโครงการดีๆ มีประโยชน์ ที่เป็นต้นแบบแนวทาง รวมทั้งการดำเนินการในการปฏิบัติเป็นรูปธรรม ปรากฏให้เห็นแล้วในขณะนี้ เช่น โครงการฟื้นฟูศีลธรรมโลก สร้างเด็กดี V-Star ปลูกฝังคุณธรรมความดี ด้วยความรู้ในพระพุทธศาสนา ด้วยกิจกรรมสร้างสรรค์นำเด็กๆ และเยาวชนเข้าร่วม กลายเป็นต้นแบบดีๆ ให้แก่กันและกันได้ในที่สุด

 

ที่มา : www.pooyingnaka.com

นักวิจัย สสส. เตือนเรื่องใกล้ตัวที่ถูกมองข้าม หลังพบคนไทยชอบความเค็มด้วยพริกน้ำปลาระหว่างรับประทานอาหาร เป็นตัวการเพิ่มโซเดียม เสี่ยงเส้นเลือดแตก อัมพาต อัมพฤกษ์

นางอรพินท์ บรรจง จากสถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่ในการทำโครงการพัฒนาตำรับอาหารท้องถิ่นสำหรับผู้สูงอายุ โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. ให้การสนับสนุนการวิจัย ซึ่งขั้นตอนของการทำโครงการจะต้องนำอาหารเพื่อสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุที่ได้ทำขึ้นใหม่นี้ไปให้ผู้สูงอายุที่ ต.ดอนแฝก อ.นครชัยศรี และ ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม ได้รับประทานเพื่อประเมินผล แต่พบว่าทางกลุ่มผู้นำชุมชนได้วางถ้วยพริกน้ำปลาไว้บนโต๊ะให้ผู้สูงอายุที่มานั่งรับประทานด้วย ซึ่งถือว่าพริกน้ำปลานั้นไม่ได้จัดให้อยู่ในชุดอาหารเพื่อสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุดังกล่าว และอาจเป็นอันตรายต่อผู้สูงอายุโดยไม่รู้ตัว

ตามข้อแนะนำการรับประทานอาหารสุขภาพ ปี 2546 ระบุไว้ว่าให้รับประทานทานอาหารที่มีโซเดียมได้ไม่เกินวัน 2,400 มิลลิกรัม ซึ่งเทียบได้กับน้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะหรือเกลือประมาณครึ่งช้อนชา แต่ล่าสุดหลังจากการสำรวจพบว่า ประชากรทั่วโลกมีปัญหาเกี่ยวกับโรคความดันโลหิต โรคไต โรคหัวใจเพิ่มมากขึ้น องค์การอนามัยโลก หรือ WHO จึงได้กำหนดเหลือเพียง 1,400 มิลิกรัมต่อวัน แต่จากการตรวจสอบโซเดียมในอาหารไทยที่ส่วนมากจะมีรสจัด พบว่ามีโซเดียมเกินกว่ามาตรฐานที่กำหนดอย่างมาก ซึ่งแต่ละมื้ออาหารก็จะมีโซเดียมเกินที่กำหนดอยู่แล้ว ดังนั้น เมื่อเรารับประทานอาหารวันละ 3 มื้อแล้ว เท่ากับว่าเราได้รับโซเดียมจากการรับประทานอาหารเกินกว่าค่ากำหนดอย่างมากมายมหาศาล

“โซเดียมที่ใกล้ตัวมากที่สุดและคนมักมองข้าม คือ พริกน้ำปลา ซึ่งแทบจะเรียกได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการรับประทานอาหารของคนไทย เพราะจะเห็นว่าคนที่จะรับประทานอาหารมักจะคลุกเคล้าข้าวกับพริกน้ำปลา และเติมพริกน้ำปลาในอาหาร นอกจากนี้ ก่อนที่จะกินก๋วยเตี๋ยวก็มักจะเติมน้ำปลา น้ำตาล น้ำส้มสายชู ลงในไปชามก๋วยเตี๋ยว ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ชิมก่อนการปรุงเลยด้วยซ้ำ เรียกได้ว่า ขอให้ได้ใส่ให้ได้ปรุง รสชาติเป็นอย่างไรค่อยแก้ทีหลัง”

นางอรพินท์ กล่าวอีกว่า การรับประทานอาหารรสเค็มมากๆ และบ่อยๆ จะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดสมองแตก โรคหัวใจ และไตวาย รวมทั้งโรคกระดูกพรุน ซึ่งผู้ที่เป็นโรคจะต้องระมัดระวังอาหารที่มีโซเดียมสูง เพราะไม่เช่นนั้นจะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนในโรคที่เป็นอยู่ เพราะโรคดังกล่าวนี้เหมือนกับภัยเงียบที่ไม่บ่งบอกอาหารให้ผู้ป่วยได้รู้ คนที่เป็นก็จะไม่รู้สึกว่าเป็นอะไร แต่เมื่อเป็นความดันสูงอยู่เรื่อยๆ เมื่ออายุสูงขึ้น ความยืดหยุ่นเส้นเลือดน้อยลง เส้นเลือดแข็งก็จะเปราะบาง เมื่อมีความดันสูงเรื่อยๆ ไม่สามารถคุมได้แล้วเกิดเส้นเลือดแตกตามจุดสำคัญต่างๆ แล้ว ก็จะทำให้เป็นอัมพาต อำพฤกษ์ กลายเป็นคนพิการ และเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ยังไม่ป่วยเป็นโรคดังกล่าวนี้ หรือคนวัยหนุ่มที่ยังแข็งแรงก็ต้องระมัดระวังและควบคุมการรับประทานอาหารรสเค็มเช่นกัน เพื่อเป็นการป้องกันและไม่ให้เกิดการสะสมโซเดียมไว้ในร่างกายจนมากเกินไป และเลือกใช้เกลือหรือน้ำปลาสโลว์โซเดียมที่มีจำหน่ายตามร้านค้าต่างๆ มาปรุงรสเค็มให้อาหารแทนน้ำปลาทั่วๆ ไป ซึ่งน้ำปลาโลว์โซเดียวนี้จะเป็นโซเดียมที่ได้จากพืชจากผลไม้ และมีปริมาณน้อยไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพแต่อย่างใด หรือจะงดคลุกข้าวกับพริกน้ำปลา แล้วใช้ความเค็มจากอาหารที่รับประทานควบคู่กันก็เป็นเรื่องใกล้ตัวที่จะลดโซเดียมได้ง่ายที่สุดอีกวิธีหนึ่ง

ที่มา : www.pooyingnaka.com

นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า “บล็อบฟิช” ปลาที่มีรูปร่างหน้าตาแปลกประหลาดเหมือนคนเศร้านี้ กำลังเศร้าอยู่จริงๆเนื่องจากมันกำลังจะสูญพันธุ์เพราะการจับปลามากเกินไปทางชายฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของออสเตรเลีย…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 26 ม.ค. ปลา “บล็อบฟิช” นี้มักจะอาศัยอยู่พื้นทะเลที่ความลึกกว่า 800 เมตร ทำให้โดยปกติแล้วมันจะไม่เป็นที่พบเห็นของมนุษย์ โดยปลาชนิดนี้เมื่อโตเต็มที่สามารถมีขนาดลำตัวยาวถึง 1 ฟุต

แต่เนื่องจากการประมงโดยการจับสัตว์น้ำลึกใต้ทะเลที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แถบชายฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของออสเตรเลีย ซึ่งเป็นน่านน้ำที่ปลาชนิดนี้อาศัยอยู่ ทำให้ปลาหน้าเศร้ามักจะถูกจับไปพร้อมกับปลาอื่นๆ

ที่มา: http://www.pooyingnaka.com


กลูตาไธโอนคืออะไร

          กลูตาไธโอน (Glutathione) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญในร่างกาย ที่ร่างกายสามารถสร้างขึ้นได้เอง จากอาหารประเภทโปรตีน ไข่และนม รวมถึงผักผลไม้ประเภท หน่อไม้ฝรั่ง  อะโวคาโด และวอลนัท ร่างกายจะเก็บกลูตาไธโอนที่สร้างขึ้นไว้ที่ตับ สามารถพบกลูตาไธโอนได้ในทุกเซลล์ของร่างกาย

          กลูตาไธโอนมีความจำเป็นต่อร่างกาย โดยช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยให้ร่างกายดูดซึมวิตามินซีและอีได้มากขึ้น เป็นตัวกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย ช่วยสร้างและซ่อมแซม DNA นอกจากนี้ยังช่วยขับสารพิษออกจากร่างกาย โดยผ่านการสร้างเอนไซม์ชนิดต่าง ๆ และช่วยป้องกันตับจากการถูกทำลายโดยแอลกอฮอล์ได้อีกด้วย

ใช้ในทางการแพทย์อย่างไร ช่วยให้ผิวขาวจริง หรือไม่

 

          มีรายงานการใช้ในรูปแบบฉีดหลายกรณี ทั้งใช้ในกรณีฉุกเฉิน เช่น ฉีดเพื่อเพิ่มการไหลเวียนของเลือดระหว่างผ่าตัด รักษาโรคทางระบบประสาท ขับพิษจากโลหะหนัก สารระเหย   ยาฆ่าแมลง ยาพาราเซตามอลเกินขนาด ใช้เพิ่มภูมิต้านทานในผู้ป่วยเอดส์และมะเร็ง ในบางประเทศได้ขึ้นทะเบียนกลูตาไธโอนเป็นยาบางประเทศอนุญาตให้ใช้เป็นอาหารเสริม แต่สำหรับในประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนกลูตาไธโอนเป็นยา  และไม่อนุมัติให้ใช้สารชนิดนี้ในรูปแบบฉีด

           เดิมทีกลูตาไธโอนถูกผลิตขึ้นเพื่อใช้ฉีดเพิ่มภูมิต้านทาน รักษาผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย แต่กลับพบว่าผู้ป่วยมีผิวขาวขึ้น มีสีผมอ่อนลงหลังฉีดยา จึงอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้มีการนำมาฉีดเพื่อทำให้ผิวขาวกันมากขึ้น ซึ่งความเป็นจริงแล้ว หากร่างกายได้รับกลูตาไธโอนมากเกินไป ก็จะไปกดการสร้างเม็ดสีของผิวทำให้ผิวขาว ซึ่งอธิบายได้จาก          ปกติในร่างกายคนเรา เซลล์สร้างเม็ดสี (melano cyte) จะผลิตเม็ดสีเมลานินอยู่ 2 ชนิด ผิวคล้ำแบบคนเอเชียหรือคนไทย จะมีเม็ดสีขนาดใหญ่ เรียกว่า ยูเมลานิน (Eumelanin)  คนผิวขาวแบบฝรั่ง จะมีเม็ดสีขนาดเล็กกว่า เรียกว่า ฟีโอเมลานิน (Pheomelanin) เมื่อร่างกายเราได้รับ กลูตาไธโอนปริมาณมาก จะไปกดการสร้างยูเมลานินตามปกติลง เปลี่ยนเป็นสร้างฟีโอเมลานินเพิ่มขึ้นชั่วขณะ ผิวจึงดูขาวขึ้น แต่เนื่องจากกลูตาไธโอน ไม่สามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางพันธุกรรมของ เซลล์สร้างเม็ดสี (melanocyte)  เมื่อเวลาผ่านไป เซลล์สร้างเม็ดสีก็กลับไปสร้างเม็ดสียูเมลานินมากตามปกติเหมือนเดิม

 


มีอันตรายจากการใช้ หรือมีผลต่อชีวิตอย่างไรบ้าง

 

          ผลข้างเคียงที่น่ากลัว คือการฉีดยาใด ๆ ก็ตามเข้าเส้นเลือดดำ ล้วนมีโอกาสที่จะแพ้ได้ ทั้งการแพ้ตัวยาเอง หรืออาจจะแพ้สารฆ่าเชื้อ สารกันเสีย สารปนเปื้อน ซึ่งจากรายงานในต่างประเทศพบว่า ผู้ที่ได้รับการฉีดกลูตาไธโอนขนาดสูง มีอาการช็อก ความดันต่ำ หายใจไม่ออก และเสียชีวิตได้หากไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที นอกจากนี้ก็ยังพบว่า มีการนำสารกลูตาไธโอน ที่ไม่ผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา รวมทั้งยาปลอมที่ผลิตที่เวียดนาม และ จีน มาจำหน่ายและใช้อย่างผิดกฎหมาย          การฉีดกลูตาไธโอน มักให้ร่วมกับวิตามินซีขนาดสูง เพื่อกระตุ้นให้  ออกฤทธิ์ ได้ชัดเจนขึ้น ซึ่งการฉีดวิตามินซี ในขนาดที่สูงและเร็วเกินไปอาจทำให้เกิดอาการมึน  ศีรษะคล้ายจะเป็นลมได้ หากใช้   กลูตาไธโอนในผู้ป่วยมะเร็ง อาจทำให้ประสิทธิภาพของเคมีบำบัดลดลง การได้รับสารกลูตาไธโอนปริมาณมาก มีผลทำให้ขบวนการต้านอนุมูลอิสระของร่างกายเสียสมดุล กลายเป็นอนุมูลอิสระ กลับมาทำร้ายร่างกายได้
          แต่ที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดคือ ปัจจุบันมีการ โฆษณาขายกลูตาไธโอนอย่างแพร่หลายทางอินเทอร์เน็ตราคาตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงเป็นหมื่นบาท ที่มีการแนะนำวิธีฉีดและอวดอ้างสรรพคุณจนทำให้คนที่อยากขาว เกิดความสนใจและซื้อหาไปทดลองฉีดกันเอง ซึ่งอาจทำให้เกิดการแพ้ ติดเชื้อ และปัญหา  อื่น ๆ ตามมาอีกมาก

ข่าวที่ออกมาว่าใช้สารกลูตาไธโอนแล้ว จะทำให้ตาบอดและเป็นมะเร็ง จริงหรือไม่
          สำหรับข่าวการใช้สารกลูตาไธโอนแล้ว จะทำให้ตาบอดและเป็นมะเร็ง สามารถอธิบายได้ว่า  การที่ร่างกายได้  รับสารกลูตาไธโอนเป็นเวลานาน ๆ จะทำให้เม็ดสีเมลานิน ทั้งที่ผิวหนังและที่จอตาลดลง ทำให้จอตารับแสงได้น้อยลง เสี่ยงต่อการมองเห็นได้ในอนาคต ทางวารสารทางการแพทย์สหรัฐอเมริกาจึงได้จัดว่า สารกลูตาไธโอนเป็นสารที่อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงทางตา ส่วนเม็ดสีเมลานินที่ผิวหนัง จะทำหน้าที่เหมือนฟิล์มกรองแสงที่ผิวหนัง หากเม็ดสีที่ผิวหนังลดลง ร่างกายก็ขาดเกราะป้องกันแสงอัลตราไวโอเลต ทำให้ผิวเหี่ยวย่นเร็ว และแก่เร็วขึ้น รวมทั้งเพิ่มความเสี่ยงของโรคมะเร็งผิวหนังด้วย ดังนั้น ถึงแม้ตัวสาร กลูตาไธโอนเองจะเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระ แต่การได้รับแสงอัลตราไวโอเลตปริมาณมากกลับอันตรายยิ่งกว่า
เหตุใดจึงต้องฉีดเข้ากล้ามเนื้อหรือเส้นเลือดโดยตรง

          กลูตาไธโอนมีทั้งชนิดฉีด ชนิดพ่น และชนิดรับประทาน ซึ่งอย่างที่ทราบกันอยู่แล้วว่าสารชนิดนี้ หากรับประทานจะถูกย่อยไปก่อนการดูดซึม จึงมีผู้พยายามลองใช้ในปริมาณสูง ๆ เพื่อหวังว่าจะดูดซึมได้บ้าง แต่จนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีการศึกษาใดบอกว่า ต้องกินมากแค่ไหนจึงจะดูดซึมได้ แล้วก็ไม่มีใครรู้ว่าปริมาณที่กินมาก ๆ นั้น จริง ๆ แล้วดูดซึมได้หรือเปล่า และผลข้างเคียงระยะยาวมีอะไรบ้าง
   �
          ส่วนยาชนิดฉีดเข้ากล้ามเนื้อหรือเข้าเส้นเลือดโดยตรง น่าจะเพิ่มขนาดยาได้แน่นอนกว่า แต่ผลข้างเคียงที่น่ากลัว คือการฉีดยาเข้าเส้นเลือดดำ มีโอกาสที่จะแพ้ได้ กลูตาไธโอนชนิดฉีดมีใช้ในคลินิกเอกชนมานานแล้ว แต่ยังไม่มีการใช้ในโรงพยาบาลรัฐหรือโรงเรียนแพทย์ เพราะไม่มีการศึกษาถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัยในระยะยาว นอกจากนี้ การฉีดยังเป็นการ เพิ่มสารกลูตาไธโอนได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น อาจทำให้ผิวขาวขึ้นได้ในเวลาสั้น ๆ หลังจากนั้น สีผิวก็จะกลับเป็นเหมือนเดิม จึงต้องทำให้ฉีดต่อไปเรื่อย ๆ ไม่มีที่สิ้นสุด

          สุดท้ายนี้ ผู้บริโภคไม่ควรตกเป็นเหยื่อของคำโฆษณาใด ๆ ที่อวดอ้างว่าจะสามารถช่วยทำให้ผิวขาวขึ้นได้ เพราะในความเป็นจริงแล้ว ไม่มีผลิตภัณฑ์ไหนที่จะทำให้ผิวขาวขึ้นได้อย่างถาวร ผลิตภัณฑ์หรือยาที่ใช้ อาจช่วยได้เพียงชั่วคราว แต่เมื่อหมดฤทธิ์ ร่างกายก็กลับไปผลิตเม็ดสีตามปกติ ทั้งนี้การที่ประชาชนในแถบเอเชียหรือประเทศเขตร้อน มีผิวคล้ำ ถือเป็นเรื่องที่มีประโยชน์ เพราะสามารถป้องกันแสงอัลตราไวโอเลตจากแสงอาทิตย์ได้ ทำให้โอกาสการเกิดมะเร็งผิวหนังของเราน้อยกว่าคนผิวขาว จึงไม่ควรมีค่านิยมที่ผิดในการเปลี่ยนสีผิวให้ผิดธรรมชาติ.


ที่มา : http://www.pooyingnaka.com